มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

มิติใหม่ พลิกโฉมรูปแบบการเรียนรู้ด้วยโครงการ “iFIT บัณฑิตพันธุ์ใหม่”


2018-07-13   866 อ่านแล้ว

เบื่อกันหรือยังกับการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยที่ถูกจำกัดด้วย Degree Plan ตายตัว ตารางสอนรัดแน่น อยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนหน้าเดิมๆ และอาจารย์ที่เอาแต่สอนอยู่หน้ากระดาน ส่วนเราก็คอยจดเลคเชอร์

ความน่าเบื่อที่ฝังลึกในวงการศึกษาไทยจะถูกถอนรากถอนโคน มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงเปิดมิติใหม่ทางการศึกษา พลิกโฉมรูปแบบการเรียนรู้ด้วยโครงการ “iFIT บัณฑิตพันธุ์ใหม่”

iFIT หรือ Individual Future Innovative Learning of Thailand เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาเป็นรายบุคคลหรือ Personalized Learning อย่างแท้จริง

ม.กรุงเทพ ตระหนักว่า เด็กแต่ละคนต่างก็มีความสามารถ ความสนใจ และความถนัดเฉพาะตัวที่ต่างกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร แต่ทุกคนมีความเก่งในทางของตัวเอง และสมควรได้รับการผลักดันให้ไปในทางที่เขาถนัด ไม่ใช่ใช้แผนการเรียนรูปแบบเดียวกันทั้งหมดเหมือนในอดีต

iFIT จึงเหมาะมากสำหรับเด็ก Gen Z ผู้ไม่ชอบยึดติดกับอะไรแบบเดิมๆ ด้วยหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคต ผสมผสานศาสตร์และศิลป์อันหลากหลาย ทลายกำแพงคณะวิชา

ด้วยการเปลี่ยนการนั่งเรียนเป็นการทำงานจริง เปลี่ยนการบ้านเป็นโปรเจ็กต์ระดับมืออาชีพ เปลี่ยนตารางสอนเป็นช่วงเวลาเรียนรู้โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง เน้นการทำงานกลุ่ม หมุนเวียนหน้าที่ ฝึกฝนทักษะรอบด้าน

เปิดประสบการณ์ Work/Learn/Play ทำเรื่องงาน เรื่องเรียน และเรื่องเล่นเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นอิสรภาพในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบ Open Platform ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน

 

มาลองดูกันดีกว่าว่า iFIT มีความดีงามอย่างไรบ้าง

– เข้ามาเรียนโดยยังไม่ต้องเลือกหลักสูตรหรือคณะ ค้นพบความต้องการของตัวเองให้เจอก่อน แล้วค่อยออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องติดกับดัก Degree Plan เหมือนแต่ก่อน

– เป็นการเรียนรู้โดยมุ่งเป้าไปที่ “ทักษะเพื่ออาชีพที่มุ่งหวังในอนาคต” ภายใต้การแนะนำของอาจารย์ที่ทำหน้าที่โค้ชช่วยออกแบบว่า นักศึกษาควรจะเรียนรู้โดยใช้อะไรเป็นฐาน เช่น Project-based Learning, Problem-based Learning ฯลฯ

สมมตินักศึกษาอยากเรียนแบบ Project-based Learning นักศึกษาก็จะร่วมกับโค้ชเลือกเองว่า เนื้อหาสาระที่จำเป็นต่อโปรเจ็กต์ที่ทำนั้นต้องใช้ศาสตร์อะไรบ้าง

จากนั้นก็เลือกเรียนเนื้อหาสาระเท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่ต้องการจากรายวิชาต่างๆ แบบข้ามคณะ ข้ามหลักสูตร ทั้งมหาวิทยาลัย ได้อย่างเสรี

เช่น ถ้าทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรม ก็อาจเลือกเรียนทั้งวิชาหรือเฉพาะบางส่วนของวิชาในคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ และเพื่อให้มีความรู้เรื่องธุรกิจโรงแรม ก็ข้ามไปเรียนสาขาการจัดการการโรงแรม คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว

แล้วเสริมอาวุธด้านการตลาดบนโลกออนไลน์จากสาขาการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ โดยเลือกเรียนทั้งวิชาหรือแค่ส่วนหนึ่งของวิชาได้เช่นกัน

หรือเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ได้ทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง

เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมอีกต่อไป ส่วนจะได้รับวุฒิอะไรนั้น ก็ขึ้นกับว่านักศึกษาเลือกเรียนศาสตร์ด้านใดมากที่สุดนั่นเอง

 

– ลงมือทำจริงในสถานการณ์จริงกับพันธมิตรของม.กรุงเทพ ทั้งภาครัฐและเอกชนตั้งแต่ชั้นปีต้นๆ ทักษะจึงแน่น พร้อมทำงานทันทีที่เรียนจบ

ทั้งยังเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลกว่าแค่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย เจอมืออาชีพมากหน้าหลายตา สร้างคอนเน็กชั่นที่เข้มแข็ง เป็นประโยชน์ต่อการก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริงในอนาคต

– การเรียนรู้แบบนี้ทำให้มีทักษะครอบคลุมหลายศาสตร์ ครบทุกมิติ ใช้เวลาแค่ 3 ปีก็อาจเรียนจบได้แล้ว

– ไม่ว่าตลาดงานในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงและผันผวนเพียงใด ก็สามารถเอาตัวรอดได้ เพราะมีทักษะรอบด้านครบ เพียงพอสำหรับอาชีพการงานที่หลากหลาย

– เรียนกับ “ครูพันธุ์ใหม่” ที่ไม่ได้แค่สอน แต่เป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยงคอยชี้แนะแนวทางและช่วยวางแผนการเรียนให้นักศึกษา และยังได้เรียนกับเพื่อนวัยเดียวกันที่มาช่วยออกแบบการเรียนรู้ในฐานะ Learning Designer

โครงการ iFIT ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อให้เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ของประเทศไทยเท่านั้น

แต่เกิดจากความมุ่งหวังอย่างแรงกล้าของ ม.กรุงเทพ ที่ต้องการเห็นนักศึกษาเป็นผู้ออกแบบอนาคตด้วยตัวเอง อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน อยากเป็นอะไรต้องได้เป็น

ที่สำคัญคือ เป็น “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ผู้มีศักยภาพเพียงพอจะเอาตัวรอดในตลาดงานทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะเกิด disruption หรือความผันผวนในสังคมโลกมากเท่าไรก็ตาม

ที่มาของข่าว CatDumb