นางสาวสุธินี มัณยานนท์
สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปี 2551

ผลงาน

  • นาฏกรรมร่วมสมัย “ระบำนิพพาน” (Dancing to Nirvana) ในบทนักแสดงนำ “ฝัน” ที่เปิดการแสดงทั้งในประเทศไทย สาธารณรัฐเช็ก และสาธารณรัฐสิงคโปร์
  • ผลงานละครของภาควิชา
  • นักแสดงประกอบละครโทรทัศน์
  • ถ่ายโฆษณา

บทสัมภาษณ์

 “ระบำนิพพาน” การสื่อความที่มากกว่าละครนักศึกษา
                “ดิฉันคิดว่า ระบำนิพพานได้สะท้อนสิ่งที่ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปี ได้อย่างครบถ้วนแล้วค่ะ” ประโยคสุดท้ายของการให้สัมภาษณ์ของนางสาวสุธินี มัณยานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงนาฏกรรมร่วมสมัย “ระบำนิพพาน” (Dancing to Nirvana) ในรอบสุดท้าย ณ Esplanade Theatres สาธารณรัฐสิงคโปร์ “ระบำนิพพาน” เป็นละครที่ผสมผสานลีลาการเคลื่อนไหว ดนตรี และสื่อผสม ถ่ายทอดจิตวิญญาณของคนเมืองหลวงที่ถูกกลืนกินด้วยลัทธิวัตถุนิยมจนเมินเฉยต่อวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง ผู้คนนิยมบริโภคข่าวสารที่เกี่ยวกับความเลวร้ายต่างๆบางครั้งอาจสะเทือนใจเพียงชั่วครู่ แต่ก็พร้อมจะลืมไปได้อย่างรวดเร็ว หันกลับไปพึ่งพิงมายาที่ฉาบฉวย เพราะแม้แต่ศาสนาก็ไม่รู้หนทางที่จะกลับเข้าไปหาได้อย่างแท้จริง
แน่นอนว่าละครจาก ม.กรุงเทพ เรื่องนี้ ไม่มีคนดูระดับพัน หรือระดับหมื่นคน ไม่มีการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่ แต่การได้รับเชิญไปแสดง ณ โรงละคร Na Zabradli กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ในเทศกาลละครนานาชาติ The 9 th Apostof 2007 พร้อมกับเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมละครอย่างยาวนานกว่า 1 นาที ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพของละคร กับการตีความหลักพุทธศาสนาให้เป็นภาษาสากล สามารถเข้าถึงผู้ชมที่เป็นฝรั่งตาน้ำข้าวได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่บทพูดทั้งหมดเป็นภาษาบาลี และภาษาไทย
                “หลังกลับจากกรุงปราก เมื่อช่วงมิถุนายนปีที่แล้ว เราเปิดการแสดงต่อที่ Black Box Theatre นิเทศศาสตร์คอมเพล็กซ์ ปองทิพย์ โอสถานุเคราะห์ ม.กรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต ในช่วงเดือนกันยายน สิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งก็คือทางทีมนักแสดงทุกคนรู้สึกว่า “ระบำนิพพาน” ได้ดึงบางสิ่งบางอย่างที่เราร่ำเรียนมาตลอด 4 ปี ออกมาให้เรารู้สึกได้อย่างชัดเจน เป็นเหมือนเราได้เข้าถึงละคร อย่างที่นักแสดงระดับมืออาชีพเข้าถึง แน่นอนว่าเราไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่เรารู้ว่าสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราใฝ่ฝัน สิ่งที่เราอยากจะเป็น และพาให้เราได้เข้ามาร่ำเรียน ได้เข้ามาศึกษาศาสตร์ทางด้านนี้ ได้ตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้อย่างหมดจดจากการแสดงร่วมกัน หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือการขึ้นเวทีทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ รู้สึกเศร้า รู้สึกทุกข์ ปวดร้าวและไม่รู้สึกว่าเรากำลังแสดงอยู่ แต่มันเป็นเหมือนชีวิตจริงๆ และสิ่งที่เคยคิดว่าเมื่อจบการศึกษาแล้ว เราอยากจะเป็นดาราใหญ่ มีรายได้มากมาย กับเทียบไม่ได้เลยกับการได้แสดงอย่างนักแสดงที่เป็นมืออาชีพจริงๆ”
                “จากความสำเร็จที่ปราก ทำให้ทางผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณศักดิ์ สุขี อาจารย์ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ ผู้กำกับการแสดงละครเรื่องนี้ มองว่าเราน่าจะมีการปิดการแสดงที่ต่างประเทศอีกครั้ง เพราะละครของเราสามารถสื่อความที่เป็นสากลได้ จึงมาลงเอยที่เอสพลานาด สิงคโปร์ โดยเปิดการแสดงในวันที่ 31 มกราคม 1 และ 2 กุมภาพันธ์ 2551 แน่นอนว่าโปรดักชั้นนี้ต้องเต็มรูปแบบ เราจึงทำงานกันหนักขึ้น เพราะไม่อยากให้ชาวต่างชาติมาดูถูกได้ว่าละครจากไทยแลนด์เรื่องนี้ ไม่มีอะไรน่าจดจำ ถึงแม้การแสดงตลอด 3 วัน จะมีผู้เข้าชมไม่มากนัก แต่ก็มีอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย ชาวสิงคโปร์เอง และฝรั่งที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ โดยเฉพาะท่านทูตนพปฎล คุณวิบูลย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ และดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดี ม.กรุงเทพ เข้าชมละครของเรา พร้อมกับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องหลังจบการแสดง”
                “สำหรับการแสดงที่สิงคโปร์ครั้งนี้ เราทุกคนทุ่มเทพลังทั้งหมด อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่สิ่งที่ได้กลับมากับคุ้มค่ายิ่งกว่า นอกจากเสียงปรบมือเป็นกำลังใจจากผู้ชมทุกคนแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าได้แสดงอย่างนักแสดงจริงๆ เป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ระบำนิพพานได้สะท้อนสิ่งที่ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปี ได้อย่างครบถ้วนแล้วค่ะ” นางสาวสุธินี กล่าวปิดท้ายการสัมภาษณ์หลังจบการแสดงรอบสุดท้ายที่สิงคโปร์