บันทึกจากอดีต
หุ่นกระบอกไทย
หุ่น เป็นมหรสพชนิดหนึ่งของประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏหลักฐานในกลอนสวดเรื่อง เนมิกราช ซึ่งเขียนในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า มีหุ่น มีโขน ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ปรากฏว่ามีการแสดงหุ่นเรื่องพระไชยทัต แต่จะเป็นหุ่นชนิดใดไม่ปรากฏชัดเจน
กำเนิดของหุ่นกระบอกไทย มีหลักฐานระบุอย่างชัดเจนว่าได้รับอิทธิพลมาจากหุ่นจีนแบบหนึ่งที่เรียกว่า "หุ่นไหหลำ" โดยประวัติกล่าวไว้ว่า ครูเหน่ง ขี้ยา อาศัยอยู่ที่วัดในเมืองสุโขทัยได้จำการแสดงหุ่นไหหลำของจีนมาประยุกต์ดัดแปลงและออกเชิดร้องหากิน โดยแต่เดิมนั้นครูเหน่ง เป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ มีความสามารถในงานประณีตศิลป์ ฝีมือดีทั้งการแกะสลักและการเขียนรูป ต่อมามีผู้ว่าจ้างให้แกะสลักแม่พิมพ์เพื่อทำเหรียญกษปาณ์ปลอมซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างรุนแรง ครูเหน่งจึงต้องหลบหนีคดีจากถิ่นของตน ระหว่างการหลบหนีนั้นได้ไปพบเห็นการแสดงหุ่นไหหลำของจีนและติดใจความสวยงามของหุ่น จึงคิดแกะหัวหุ่นโดยดัดแปลงให้มีหน้าตาเป็นหุ่นไทย และประดิษฐ์ตัวหุ่นเลียนแบบหุ่นของจีน ใช้มันเทศซึ่งเป็นวัสดุพื้นบ้านที่มีราคาถูกและหาง่ายมาประดิษฐ์หัวหุ่น พอหัวหุ่นเน่าเสียก็แกะสลักใหม่เพราะเป็นคนที่มีฝีมือทางด้านนี้ และใช้หุ่นนี้ออกแสดงให้คนดูเป็นเรื่องบันเทิง และต่อมา "หม่อมราชวงศ์เถาะ" มหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งตามเสด็จสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไปจังหวัดอุตรดิตถ์และพบเห็นการแสดงหุ่นกระบอกไทย จึงได้กลับมาสร้างหุ่นและตั้งคณะหุ่นกระบอกขึ้นเป็นคณะแรกในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2436 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความคิดริเริ่มก่อตั้งคณะหุ่นกระบอกของหม่อมราชวงศ์เถาะนี้ ก่อให้เกิดยุคทองของการเล่นหุ่นชนิดนี้ขึ้น เพราะในสมัยเดียวกันและต่อมาภายหลังได้มีคณะหุ่นกระบอกเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเป็นมหรสพที่นิยมในหมู่ประชาชน
คำว่า "หุ่นกระบอก" ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มนำมาใช้ประมาณ ร.ศ. 113 หรือปี พ.ศ. 2437 แรกทีเดียวคงใช้เรียกด้วยภาษาปากสืบเนื่องกันมานาน จนถ้อยคำที่ใช้เรียกชื่อศิลปะการแสดงชนิดนี้เป็นที่เข้าใจและรู้จักอย่างแพร่หลายแล้วจึงได้รับการบันทึกเป็นภาษาเขียน โดยปรากฏครั้งแรกในบันทึกของทางราชการชื่อ "ราชกิจจานุเบกษา เล่ม11"
ศรีษะหุ่นกระบอกแกะด้วยไม่เนื้อเบาแล้วปั้นเติมส่วนละเอียดตรงคิ้ว ตา จมูก ปากด้วยรักหรือขี้ผึ้งผสมชัน หัวหุ่นบางคณะเป็นกระดาษที่ปิดบนพิมพ์แล้วผ่าออก เช่นเดียวกับวิธีทำหัวโขน จากนั้นจึงปิดด้วย "กระดาษสา" แล้วใช้ด้ามพู่กัน "กวด" ให้เรียบร้อยแล้ว ปิดกระดาษสาอีกสองชั้น จึงทาสีฝุ่นสีขาวขัดผิวหน้าหุ่นด้วยใบลิ้นเสือ จากนั้นจึงถึงขั้นตอนการเขียนสี ถ้าศรีษะของหุ่นตัวใดมีผมก็จะใช้ผมของคนจริงๆสำหรับหัวสัตว์นิยมทำเป็นหัวกระดาษนำมาสวมไว้บนหัวหุ่นที่มีหน้าเป็นมนุษย์เลียนแบบการเล่นละครจริงๆ ส่วนลักษณะของตัวหุ่นจะทำด้วยไม้กระบอกหรือไม้ไผ่ มีไหล่ทำด้วยไม้เจาะรูสำหรับเสียบไม้กระบอกแกนตัว และเสียบหัวหุ่น เสื้อหุ่นเป็นตัวผืนผ้าเดียวกันพับครึ่งเย็บเป็นถุงคลุมไหล่หุ่นตัวผืนผ้าปักด้วยกระจกเกรียบ เลื่อมหรือลูกปัดอย่างงดงามตรงกลางเจาะเป็นช่องสำหรับเสียบหัว และตรงมุมผ้าทั้งสองข้างสำหรับมือหุ่นโผล่ มือหุ่นทั้งสองข้างมีไม้ไผ่เหลาเล็กเสียบต่อจากมือลงมาสำหรับจับเชิด ยาวระดับเดียวกับปลายผ้าด้านล่าง ไม้ไผ่นี้เรียกกันว่า "ตะเกียบ"มือของหุ่นตัวพระที่มือขวาจะถืออาวุธไว้เสมอจึงมักจะแกะด้วยไม้มีรูสำหรับเสียบอาวุธเปลี่ยนไปได้ตามเรื่อง เช่น ถือปี่ ถือศร ถือพระขรรค์ ส่วนมือซ้ายก็ตั้งวงรำอย่างละคร ส่วนมือนางมักจะตั้งวงรำทั้งสองข้าง มีที่มือขวาถืออาวุธบ้างถือพัดบ้างเป็นบางตัว นอกจากหุ่นที่ใช้เชิดแล้ว ยังมีหุ่นที่ทำขึ้นสำหรับเป็นตัวเหาะไว้ชักรอกอีกด้วย โดยมีแขนมีขาและทำท่าคล้ายกับท่าเหาะของเทวดาในรูปจิตรกรรมประเพณี
เรื่องที่หุ่นกระบอกนิยมแสดง ได้แก่ พระอภัยมณี ลักษณวงศ์ คาวี สุวรรณหงส์ ไชยเชษฐ์ ไกรทอง ขุนช้าง - ขุนแผน วงศ์สวรรค์- จันทวาส ฯลฯ โอกาสที่นิยมแสดงหุ่นกระบอกเป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นงานหลวงหรือของทางราชการ ได้แก่ งานสมโภชตามนักขัตฤกษ์ต่างๆ หรืองานพระบรมศพของเจ้านายหรือที่เรียกกันว่า งานพระเมรุ ซึ่งจะต้องมีการแสดงมหรสพตามช่องระทา สำหรับงานราษฎร์นั้น นิยมเล่นกันในงานศพ
ปัจจุบันการแสดงหุ่นกระบอกไทยก็ยังมีให้เห็นกันสม่ำเสมอ อาทิ การแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอนหนีนางผีเสื้อ ไปจนถึงสุดสาครปราบชีเปลือย ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยกรมศิลปากรเป็นผู้จัดแสดง ซึ่งใช้เวลาเชิดหุ่นนานถึง 9 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก: หนังสือหุ่นกระบอก
Copyright (c)1999 Computer Center Bangkok University.
All rights reserved webmaster@bu.ac.th