News and Activities

เด็ก ม.กรุงเทพ บุกตลาดภาพยนตร์ ขึ้น “นักเขียนบท – ผู้กำกับ” หน้าใหม่

ทำเอาวงการภาพยนตร์ไทยสะเทือนกันเลยทีเดียว เมื่อแก๊งค์เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงได้พิสูจน์ฝีมือกำกับและเขียนบท อย่าง “โอเวอร์ไซส์ทลายพุง” ภาพยนตร์ไทย แนวคอมเมดี้ เอาใจคนไซส์ XXL และภาพยนตร์ไทยสไตล์อีสาน  “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” การันตี หนังดี กระแสแรง คนดูเพียบ ทำเงินสูงถล่มทลายเกินคาด

แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่า เหล่าผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรงจาก 2 ภาพยนตร์ดัง พวกเขาคือ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นักศึกษาจบใหม่และนักศึกษาปัจจุบัน ผลิตผลชั้นเยี่ยมของ“คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์” ที่ต่างตบแถวเดินเข้าวงการภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว

 

งานดี เริ่ด และปังมาก ขนาดนี้…. พวกเขาเป็นใคร  มาจาไหน เรียนอะไร ทำงานอะไรลองไปฟังบทสัมภาษณ์ของพวกเขากันเลยดีกว่า

 

เริ่มต้นที่ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวกันไป อย่าง “โอเวอร์ไซส์ทลายพุง” ภาพยนตร์ไทย สายฮา เอาใจผู้ชายตัวใหญ่ไซส์บิ๊กเบิ้ม กับผลงานกำกับ-เขียนบทของสองผู้กำกับหนุ่มหน้าใหม่ เด็กฟิล์มรุ่นเก๋า จาก ม.กรุงเทพ  อย่าง “ตี๋-ภูวนิตย์ ผลดี” เด็กฟิล์มรุ่น 02 และรุ่นน้อง“โอ๊ต-ชานนท์ ยิ่งยง” เด็กฟิล์มรุ่น 06 ที่โคจรมาพบกันในครั้งนี้

 

จากที่เคยสะสมประสบการณ์ด้านการเขียนบทและกำกับหนังสั้นมาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งเรียนจบและได้เป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของค่ายหนัง  Tranformation  ปัจจุบัน “ตี๋” กระโดดขึ้นแท่น “นักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์” หน้าใหม่แห่งค่ายหนัง T Moment อย่างเต็มตัว

“เหมือนเป็นความฝันของเด็กเรียนฟิล์มทุกคนที่อยากมีภาพยนตร์สักเรื่องเป็นของตัวเอง แต่สำหรับผม ผมชอบงานเขียนบทมากกว่า มันสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ได้เล่าเรื่องตาม

สไตล์ของเรา ถนัดเล่าเรื่องที่เป็นตัวเรา จนกระทั่งปัจจุบัน สิ่งที่เราชอบ และเรียนรู้มาตลอด มันกลายเป็นอาชีพของเราไปแล้ว รู้สึกดีใจที่ได้พัฒนาบทจนกลายเป็นภาพยนตร์ได้จริงๆ หรือแม้กระทั่งได้มีโอกาสมาร่วมกำกับภาพยนตร์ คู่กับรุ่นน้องอย่างโอ๊ตด้วย”

ขณะที่ “โอ๊ต” หนุ่มรุ่นน้องร่วมสถาบัน ม.กรุงเทพ ไม่น้อยหน้า ความสามารถเพียบ! ดีกรีผู้กำกับภาพมือดีด้วยผลงาน MV และงานโฆษณา วันนี้ขยับตัวมาทำหน้าที่ผู้กำกับร่วมกับรุ่นพี่ และดูแลงานกำกับภาพที่ตนเองถนัดด้วย

 

ตอนแรกผมถูกทาบทามให้มาทำโปรเจ็กต์นี้ เขาอยากได้สไตล์งานภาพของผม ซึ่งถ้าจะเอาแบบนั้นก็ต้องให้เราควบคุมไดเร็กชั่นของภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กับการกำกับภาพ เราก็เลยขอว่า ขอทำงานด้านกำกับภาพด้วย สำหรับงานนี้ ถือว่าสนุกมากเอาประสบการณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยเรียนฟิล์ม เอาพรแสวงตอนเด็กๆที่เป็นคนชอบถ่ายรูป ตัดต่อ ทำภาพมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นงานอดิเรก พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยคุณพ่อก็แนะนำให้เรียนนิเทศฯ ที่ ม.กรุงเทพ ก็รู้ว่า งานอดิเรกที่เราชอบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้เหมือนกัน”

 

 

 

มาต่อกันที่ ผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยเช่นกัน สำหรับผลงาน “ Thaiban The Series” หรือ ไทบ้าน เดอะซีรีส์ ภาพยนตร์ไทยที่สะท้อนเรื่องราวของวัยรุ่นหนุ่มสาวอีสาน ฝีมือก๊วนเด็กหนุ่มอีสาน “ศักดิ์-สุรศักดิ์ ป้องศร”เด็กฟิล์มรุ่น 05 ที่เลือกเรียนไปพร้อมๆกับทำงานด้านสื่อภาพยนตร์ โฆษณา MV วันนี้มาทำหน้าที่ “กำกับและเขียนบท” พร้อมกับรุ่นน้องคนอีสานบ้านเดียวกัน “กัส-ศุภณัฐ นามวงศ์” เด็กฟิล์มรุ่น 07 ว่าที่บัณฑิตจบใหม่ ทำหน้าที่เขียนบทและโปรดิวเซอร์ ศักดิ์ เด็กอีสานผู้มากประสบการณ์ ฉายเดี่ยวมุ่งหน้าเข้าเรียน ม.กรุงเทพ ในฐานะเด็กทุน Bu Creative ของคณะนิเทศศาสตร์ เอกภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเรียนถึง 8 ปีกับการเรียน แต่เขาก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ

 

 

ผมรู้ว่าได้ทุน BU creative ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ม.6 เลือกเรียนนิเทศฯภาพยนตร์ ตอนนั้นตั้งเป้าว่า จะเรียนหาความรู้ ไม่หวังปริญญา เพราะเราทำงานมาตั้งแต่มัธยม พอเข้าปี 1 ก็เลือกทำงานประจำ เรียนเช้า บ่ายทำงาน เลิกงานตี 2-3 เช้าก็มาเรียนต่อ ทำอยู่ประมาณช่วงปี 1 แล้วรู้สึกว่า มันไม่โอเค จึงตัดสินลาออก เลือกรับงาน MV กราฟฟิก ง่ายๆ รักษาเกรดให้อยู่เงื่อนไขของทุนบียูครีทีฟ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย สักพักก็จากอยากจะลองทำภาพยนตร์สักเรื่อง ตัดสินใจชวนรุ่นน้องๆคนอีสานบ้านเดียวกันมาช่วยกันทำ”

 

ศักดิ์ บอกอีกว่า ตอนแรกตั้งใจจะทำแค่ซีรีย์แบบวัยรุ่นอีสาน ที่ยังไม่มีใครทำ แต่พอเอาไปเสนอนายทุนกลับไม่มีใครสนใจ จึงตัดสินใจทุ่มทุนด้วยเงิน1-2 แสนบาท ช่วยตัดต่อแบ่งซีน จากบทที่มีอยู่กว่า 100 ซีน เลือกที่เด็ดๆ ออกมาทำเป็นตัวอย่างภาพยนตร์ แล้วปล่อยลงเพจ “ไทบ้าน เดอะซีรีย์” กระแสตอบรับดีมาก ยอดวิวเยอะมาก จากนั้นนายทุนเริ่มสนใจ ทุ่มทุนสร้างด้วยงบ 2 ล้าน ศักดิ์ แอบกระซิบบอกว่า รู้มั้ย … ในความเป็นจริงแล้ว งบประมาณของการทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้ทุนสร้างขั้นต่ำที่ 10 ล้าน แต่ “ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์” มีแค่ 2 ล้าน ถึงจะทำไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้หลังจากที่โดนชักชวนให้มาทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ “กัส” หนุ่มรุ่นน้อง เลือกใช้เวลาช่วงทำโปรเจคก่อนเรียนจบ แวะมาช่วยทำโครงสร้าง เขียนบท ด้วยตำแหน่ง “เขียนบทและโปรดิวเซอร์” พวกเขาใช้เวลาเกือบ 2 ปี กว่าทุกอย่างเรียบร้อย และเริ่มลงมือทำทันทีพร้อมกับทีมงานอีกกว่า 40 ชีวิต

 

 

“สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมเอาความรู้ได้จากการเรียนฟิล์มมาใช้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะวิชาโทการสื่อสารแบรนด์ ที่ผมได้เอาเรื่องการวางบุคลิกแบรนด์ การเลือกกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการทำคอนเทนต์ วิชากฏหมายของการทำสื่อ มาใช้ในการทำงานนี้ด้วยยอมรับว่าประสบการณ์อย่างเดียวไม่พอต้องมีความรู้จากในห้องเรียนมาช่วยเสริมด้วย”

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าโรง ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ผ่านมุมมองความรักของวัยรุ่นหนุ่มสาวอีสาน มุกตลก ฮา เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกตอน นักแสดงนำที่ดูเป็นธรรมชาติ และนี่คือความภูมิใจของพวกเขา รุ่นพี่ รุ่นน้อง เด็กฟิล์ม ม.กรุงเทพ

 

งานนี้ จะมีรุ่นน้องคนไหน เดินตามรอยรุ่นพี่ เป็น “นักเขียนบท-ผู้กำกับภาพยนตร์” หน้าใหม่ ประดับวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์กันบ้าง … ตามมาได้เลยจ๊ะ

 BACK