BU NEWS

+ ดูทั้งหมด

นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศให้การตอบรับ OPEN HOUSE BU LAND

   น้องๆ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศให้การตอบรับ OPEN HOUSE BU LAND แดนมหัศจรรย์ที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จ อย่างล้นหลาม มองไปทางไหนก็มีแต่ความคึกคักสนุกสนาน เสียงหัวเราะของทุกๆ คณะที่ให้น้องทุกคนได้สัมผัสการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน

นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ รับรางวัลจากโครงการประกวดหนังสั้น

  นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัลตัดต่อยอดเยี่ยม จากโครงการประกวดหนังสั้น “ศาสตร์พระราชา ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นผู้มอบทุนการศึกษารวมมูลค่า 180,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ ณ อาคารเบญจรังสฤษฏ์ ททบ.

BU SHINNING STARS

+ ดูทั้งหมด

ธนภณ อินทร์ทอง คณะศิลปกรรมศาสตร์

        นายธนภณ อินทร์ทอง คณะศิลปกรรมศาสตร์นักเรียนชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาทัศนศิลป์ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด  “ART FORWARD FUND AWARD” (AFFA) รางวัลแห่งงานศิลป์ ก้าวสู่การเป็นศิลปินระดับชาติ” การประกวดงานศิลปกรรมประจำปีของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีสุดท้ายจากทั่วประเทศโดยมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) เป็นผู้สนับสนุนพร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท และทริปชมศิลปะ Absolut Art Award ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน “ดีใจและมีความสุขมากที่ได้รับรางวัลนี้ ประทับใจคณาจารย์ทั้งที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่คอยชี้แนะ และให้คำแนะนำต่างๆ ขอบคุณมากครับ”

@BU MAGAZINE

+ ดูทั้งหมด

หลักสูตรดิจิทัลมาแรง!! ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เด็กรุ่นใหม่ จบออกไปไม่ตกงาน

    4-5 ปีที่ผ่านมานี้ สายงานดิจิทัลมาแรงและเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก แต่ทว่ายังขาดแคลนบุคลากรที่จะเข้ามาซับพอร์ตสายงานนี้อีกมากมาย แต่นับจากปี 2560 เป็นต้นไป จะมีเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความสามารถ แจ้งเกิดในสายงานดิจิทัลอย่างแน่นอน   เพราะตอนนี้!! มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เปิดตัว 3 หลักสูตรใหม่ ที่ตอบโจทย์สายงานดิจิทัลโดยตรง เก่งทฤษฏี รอบรู้งานปฏิบัติ เรียนจบปุ๊บ มีงานรองรับแน่ๆ และที่สำคัญแต่ละหลักสูตร ล้วนเข้มข้นด้วยคุณภาพ ด้วยรายวิชาที่ตรงกับสายงานโดยเฉพาะ แถมพิเศษสุดๆ เมื่ออาจารย์ผู้สอนมีดีกรีเป็นถึงมืออาชีพตัวจริง ในสายงานดิจิทัล  มาดูกันเลยดีกว่า ว่ามีแต่ละหลักสูตรมีอะไรบ้าง น่าเรียนแค่ไหน   เอาใจน้องๆ ที่ชอบดูหนัง ถ่ายคลิปวิดิโอ ชอบงาน Animation, Visual Effects  ต้องมาที่หลักสูตรนี้เลย “สื่อดิจิทัล” ของคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ (Digital Multimedia and Cinematic)  น้องๆ จะตื่นตาตื่นใจ ไปกับห้องเรียนที่เหมือนสตูดิโอถ่ายหนังของจริง ใช้อุปกรณ์ซูเปอร์พรีเมี่ยมที่ทีมงานระดับวงการฮอลลีวู้ดใช้กัน เรียนทฤษฏีพร้อมลงมือปฏิบัติจริง ได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนที่คุ้มค่า สอนโดยเหล่าคณะอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เกี่ยวกับสายงานนี้ ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและทั่วโลก   อาทิ  “Vancouver Film School (VFS) มหาวิทยาลัยระดับโลกที่ผลิตบุคลากรด้านสื่อดิจิทัลและสายฟิล์ม เบอร์หนึ่งด้านแอนิเมชันจากประเทศแคนาดา ที่มาร่วมพัฒนาหลักสูตร ฝึกอบรมนักศึกษา พร้อมให้ทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ VFS     รวมไปถึงองค์กรและหน่วยงานเอกชนต่างๆของประเทศไทย ที่มาร่วมบ่มเพาะนักศึกษาในหลักสูตรนี้ อาทิ สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกไทย (TACGA) , สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย และบริษัท ฮิวแมน ฟาร์ม วีเอฟเอ็กซ์ สตูดิโอ   ** ข้อมูลเพิ่มเติม “หลักสูตรสื่อดิจิทัล” : คลิกที่นี่   ส่วน น้องๆ คนไหนที่ชอบเรียนรู้เรื่องตลาดออนไลน์ ขายของบนเฟสบุ๊ก  มาที่นี่เลย คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่รองรับน้องๆที่อยากเรียนรู้ทางด้านการ บริหารธุรกิจ หรือน้องๆ ที่มีความใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว     หลักสูตรที่จะสอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์  เริ่มตั้งแต่การวางแผน การคิดคอนเทนต์ การซื้อโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด ครบเครื่อง รอบรู้ เจาะลึกทุกมิติ เข้าใจเทรนด์การตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง   นอกจากนี้ยังมีโดยอาจารย์ผู้สอน ดีกรีนักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพชื่อดังจากภาคธุรกิจ อาทิ บริษัท บริลเลียน แอนด์ มิลเลียน จำกัด มือเก๋าด้านคอนเทน มาร์เก็ตติ้ง และบริษัท คลิกทูบิซ จำกัด (แอดยิ้ม ออนไลน เอเยนซี่) ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในไทย ที่นอกจากจะมาร่วมสอนแล้วยังออกแบบคอร์สการเรียนที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง โดยแบ่งการเรียนในแต่ละสัปดาห์ ด้วยคลาสเรียนพิเศษ แบบ “เรียน 4 วัน ทำงานจริง 3 วัน” ตั้งแต่เรียนปี 1   ปิดท้ายด้วยหลักสูตรที่ตอบโจทยน้องๆ ที่ชอบเล่นเกม หรืออยากเป็น “นักออกแบบเกม” ด้วยนะ  กับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม (School of Information Technology and Innovation) สาขา “เกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟ” หลักสูตรนี้จัดหนัก จัดเต็ม ทุกกระบวนการเรียนรู้ของการสร้างเกม ไม่ว่าจะเป็น เกมออนไลน์ หรือแอปพลิเคชั่นเกมบนมือถือ       นอกจากนี้ยังร่วมพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ Ritsumeikan University มหาวิทยาลัยเอกชน อันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น , Full Sail University  มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ด้านการพัฒนาเกมจากอเมริกา และบริษัทเอกชน ชั้นนำในแวดวงอุตสาหกรรมเกมภาคเอกชน อย่าง “บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ผู้เรียน ได้สัมผัสกับโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรมและพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาจริงได้พร้อมจัดหางานให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติระหว่างภาคการศึกษา การันตีเรียนจบพร้อมมีงานทำทันที   สำหรับน้องๆ ที่สนใจในสายงานดิจิทัล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมเป็นผู้ปลุกปั้น และผลักดันน้องๆ ให้ประสบความสำเร็จในสายงานนี้  บ่มเพาะจนน้องๆ ได้กลายเป็นนักดิจิทัลยุคใหม่ไฟแรงแถวหน้าของเมืองไทย จบออกไปรับรองประสบการณ์การทำงานแน่น เพราะทุกคณะเรียนจากอาจารย์ระดับมืออาชีพ   รับข้อมูลเพิ่มเติมและระเบียบการรับสมัครเข้าเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้คลิกที่นี่  

เด็ก ม.กรุงเทพ บุกตลาดภาพยนตร์ ขึ้น “นักเขียนบท - ผู้กำกับ” หน้าใหม่

ทำเอาวงการภาพยนตร์ไทยสะเทือนกันเลยทีเดียว เมื่อแก๊งค์เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงได้พิสูจน์ฝีมือกำกับและเขียนบท อย่าง “โอเวอร์ไซส์ทลายพุง” ภาพยนตร์ไทย แนวคอมเมดี้ เอาใจคนไซส์ XXL และภาพยนตร์ไทยสไตล์อีสาน  “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” การันตี หนังดี กระแสแรง คนดูเพียบ ทำเงินสูงถล่มทลายเกินคาด แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่า เหล่าผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรงจาก 2 ภาพยนตร์ดัง พวกเขาคือ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นักศึกษาจบใหม่และนักศึกษาปัจจุบัน ผลิตผลชั้นเยี่ยมของ“คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์” ที่ต่างตบแถวเดินเข้าวงการภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว   งานดี เริ่ด และปังมาก ขนาดนี้…. พวกเขาเป็นใคร  มาจาไหน เรียนอะไร ทำงานอะไรลองไปฟังบทสัมภาษณ์ของพวกเขากันเลยดีกว่า   เริ่มต้นที่ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวกันไป อย่าง “โอเวอร์ไซส์ทลายพุง” ภาพยนตร์ไทย สายฮา เอาใจผู้ชายตัวใหญ่ไซส์บิ๊กเบิ้ม กับผลงานกำกับ-เขียนบทของสองผู้กำกับหนุ่มหน้าใหม่ เด็กฟิล์มรุ่นเก๋า จาก ม.กรุงเทพ  อย่าง “ตี๋-ภูวนิตย์ ผลดี” เด็กฟิล์มรุ่น 02 และรุ่นน้อง“โอ๊ต-ชานนท์ ยิ่งยง” เด็กฟิล์มรุ่น 06 ที่โคจรมาพบกันในครั้งนี้   จากที่เคยสะสมประสบการณ์ด้านการเขียนบทและกำกับหนังสั้นมาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งเรียนจบและได้เป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของค่ายหนัง  Tranformation  ปัจจุบัน “ตี๋” กระโดดขึ้นแท่น “นักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์” หน้าใหม่แห่งค่ายหนัง T Moment อย่างเต็มตัว “เหมือนเป็นความฝันของเด็กเรียนฟิล์มทุกคนที่อยากมีภาพยนตร์สักเรื่องเป็นของตัวเอง แต่สำหรับผม ผมชอบงานเขียนบทมากกว่า มันสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ได้เล่าเรื่องตาม สไตล์ของเรา ถนัดเล่าเรื่องที่เป็นตัวเรา จนกระทั่งปัจจุบัน สิ่งที่เราชอบ และเรียนรู้มาตลอด มันกลายเป็นอาชีพของเราไปแล้ว รู้สึกดีใจที่ได้พัฒนาบทจนกลายเป็นภาพยนตร์ได้จริงๆ หรือแม้กระทั่งได้มีโอกาสมาร่วมกำกับภาพยนตร์ คู่กับรุ่นน้องอย่างโอ๊ตด้วย” ขณะที่ “โอ๊ต” หนุ่มรุ่นน้องร่วมสถาบัน ม.กรุงเทพ ไม่น้อยหน้า ความสามารถเพียบ! ดีกรีผู้กำกับภาพมือดีด้วยผลงาน MV และงานโฆษณา วันนี้ขยับตัวมาทำหน้าที่ผู้กำกับร่วมกับรุ่นพี่ และดูแลงานกำกับภาพที่ตนเองถนัดด้วย   “ตอนแรกผมถูกทาบทามให้มาทำโปรเจ็กต์นี้ เขาอยากได้สไตล์งานภาพของผม ซึ่งถ้าจะเอาแบบนั้นก็ต้องให้เราควบคุมไดเร็กชั่นของภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กับการกำกับภาพ เราก็เลยขอว่า ขอทำงานด้านกำกับภาพด้วย สำหรับงานนี้ ถือว่าสนุกมากเอาประสบการณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยเรียนฟิล์ม เอาพรแสวงตอนเด็กๆที่เป็นคนชอบถ่ายรูป ตัดต่อ ทำภาพมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นงานอดิเรก พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยคุณพ่อก็แนะนำให้เรียนนิเทศฯ ที่ ม.กรุงเทพ ก็รู้ว่า งานอดิเรกที่เราชอบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้เหมือนกัน”       มาต่อกันที่ ผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยเช่นกัน สำหรับผลงาน “ Thaiban The Series” หรือ ไทบ้าน เดอะซีรีส์ ภาพยนตร์ไทยที่สะท้อนเรื่องราวของวัยรุ่นหนุ่มสาวอีสาน ฝีมือก๊วนเด็กหนุ่มอีสาน “ศักดิ์-สุรศักดิ์ ป้องศร”เด็กฟิล์มรุ่น 05 ที่เลือกเรียนไปพร้อมๆกับทำงานด้านสื่อภาพยนตร์ โฆษณา MV วันนี้มาทำหน้าที่ “กำกับและเขียนบท” พร้อมกับรุ่นน้องคนอีสานบ้านเดียวกัน “กัส-ศุภณัฐ นามวงศ์” เด็กฟิล์มรุ่น 07 ว่าที่บัณฑิตจบใหม่ ทำหน้าที่เขียนบทและโปรดิวเซอร์ ศักดิ์ เด็กอีสานผู้มากประสบการณ์ ฉายเดี่ยวมุ่งหน้าเข้าเรียน ม.กรุงเทพ ในฐานะเด็กทุน Bu Creative ของคณะนิเทศศาสตร์ เอกภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเรียนถึง 8 ปีกับการเรียน แต่เขาก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ     “ ผมรู้ว่าได้ทุน BU creative ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ม.6 เลือกเรียนนิเทศฯภาพยนตร์ ตอนนั้นตั้งเป้าว่า จะเรียนหาความรู้ ไม่หวังปริญญา เพราะเราทำงานมาตั้งแต่มัธยม พอเข้าปี 1 ก็เลือกทำงานประจำ เรียนเช้า บ่ายทำงาน เลิกงานตี 2-3 เช้าก็มาเรียนต่อ ทำอยู่ประมาณช่วงปี 1 แล้วรู้สึกว่า มันไม่โอเค จึงตัดสินลาออก เลือกรับงาน MV กราฟฟิก ง่ายๆ รักษาเกรดให้อยู่เงื่อนไขของทุนบียูครีทีฟ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย สักพักก็จากอยากจะลองทำภาพยนตร์สักเรื่อง ตัดสินใจชวนรุ่นน้องๆคนอีสานบ้านเดียวกันมาช่วยกันทำ”   ศักดิ์ บอกอีกว่า ตอนแรกตั้งใจจะทำแค่ซีรีย์แบบวัยรุ่นอีสาน ที่ยังไม่มีใครทำ แต่พอเอาไปเสนอนายทุนกลับไม่มีใครสนใจ จึงตัดสินใจทุ่มทุนด้วยเงิน1-2 แสนบาท ช่วยตัดต่อแบ่งซีน จากบทที่มีอยู่กว่า 100 ซีน เลือกที่เด็ดๆ ออกมาทำเป็นตัวอย่างภาพยนตร์ แล้วปล่อยลงเพจ “ไทบ้าน เดอะซีรีย์” กระแสตอบรับดีมาก ยอดวิวเยอะมาก จากนั้นนายทุนเริ่มสนใจ ทุ่มทุนสร้างด้วยงบ 2 ล้าน ศักดิ์ แอบกระซิบบอกว่า รู้มั้ย … ในความเป็นจริงแล้ว งบประมาณของการทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้ทุนสร้างขั้นต่ำที่ 10 ล้าน แต่ “ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์” มีแค่ 2 ล้าน ถึงจะทำไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้หลังจากที่โดนชักชวนให้มาทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ “กัส” หนุ่มรุ่นน้อง เลือกใช้เวลาช่วงทำโปรเจคก่อนเรียนจบ แวะมาช่วยทำโครงสร้าง เขียนบท ด้วยตำแหน่ง “เขียนบทและโปรดิวเซอร์” พวกเขาใช้เวลาเกือบ 2 ปี กว่าทุกอย่างเรียบร้อย และเริ่มลงมือทำทันทีพร้อมกับทีมงานอีกกว่า 40 ชีวิต     “สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมเอาความรู้ได้จากการเรียนฟิล์มมาใช้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะวิชาโทการสื่อสารแบรนด์ ที่ผมได้เอาเรื่องการวางบุคลิกแบรนด์ การเลือกกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการทำคอนเทนต์ วิชากฏหมายของการทำสื่อ มาใช้ในการทำงานนี้ด้วยยอมรับว่าประสบการณ์อย่างเดียวไม่พอต้องมีความรู้จากในห้องเรียนมาช่วยเสริมด้วย” หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าโรง ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ผ่านมุมมองความรักของวัยรุ่นหนุ่มสาวอีสาน มุกตลก ฮา เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกตอน นักแสดงนำที่ดูเป็นธรรมชาติ และนี่คือความภูมิใจของพวกเขา รุ่นพี่ รุ่นน้อง เด็กฟิล์ม ม.กรุงเทพ   งานนี้ จะมีรุ่นน้องคนไหน เดินตามรอยรุ่นพี่ เป็น “นักเขียนบท-ผู้กำกับภาพยนตร์” หน้าใหม่ ประดับวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์กันบ้าง … ตามมาได้เลยจ๊ะ

เหตุผลง่ายๆ ทำไมต้องเรียน ป.โท ม.กรุงเทพ

  มีเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทเพราะหลังจากจบการศึกษา ในระดับปริญญาตรีแล้วหลายคนเลือกที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโททันทีแต่บางคนก็เลือกที่จะทำงานก่อน1-2ปีหาประสบการณ์แล้วค่อยเริ่มมองหาที่เรียนต่อระดับปริญญาโท ต่างจากรุ่นก่อนๆ ที่จะมุ่งเน้นหาประสบการณ์หรือสร้างประสบการณ์ในการทำงานเพียงอย่างเดียว   การมองหาหลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ตอบโจทย์ในการทำงานในปัจจุบันและคาดหวังต่อหลักสูตรที่เข้าไปศึกษาต่อว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้กับตัวเอง เพื่อนำผลงานที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไปต่อรองค่าตอบแทนกับผู้บริหารระดับสูงต่อไป แต่ปริญญาโทหลักสูตรไหนที่จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดีที่สุด ทั้งในเรื่องการเป็นมืออาชีพในสายอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรง กว่า 30 ปีที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดสอนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ที่เน้นการเรียนจากประสบการณ์และการพัฒนาความคิดเชิงธุรกิจที่สร้างสรรค์และแตกต่าง มุ่งหวังผลิตมหาบัณฑิตคุณภาพที่มีคุณวุฒิและความชำนาญ เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ในโลกธุรกิจปัจจุบันสร้างโอกาสให้ทุกฝันของคนรุ่นใหม่ไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการสื่อสารกับการสอนระดับปริญญาโท สาขานิเทศศาสตร์ มหาบัณฑิต  (Master Communication Arts) และ สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) ที่มาแรงแซงโค้งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการคนรุ่นใหม่ได้ดีที่สุดเช่นเดียวกับ 5  นักศึกษาปริญญาโท ม.กรุงเทพ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์การตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท พร้อมกับต่อยอดความฝันในอนาคตไว้อย่างสวยงามได้อย่างสวย   เริ่มต้นที่ “มีน” สุชารัตน์ วลิกาษรางศ์กุล สาวคนน้อยวัย 26 ปี ที่มีความสามารถเกินอายุให้เหตุผล ที่เลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต (การสื่อสารเชิงกลยุทธ์) ว่า อยากยกระดับวุฒิการศึกษาให้สูงขึ้น ให้สมกับตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงที่ได้รับมอบหมาย พร้อมกับลบภาพครหาหลายคนมองว่าเป็นเด็กเส้น “มีนมีประสบการณ์ทำงานมา 3 ปี หลังจากเรียนจบ BUIC ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากนั้นก็ทำงาน ไปด้วย เรียนไปด้วย สำหรับเหตุผลที่เลือกเรียนต่อ เพราะก่อนหน้านี้เป็น Agency ทำงานด้าน Marketing ให้กับบริษัท โตโยต้า มีหน้าที่การงานที่ดี ตำแหน่งสูง แต่ด้วยลุคที่ดูเหมือนเด็ก อายุแค่ 26 มีความสามารถ เกินอายุ ทำให้ผู้บริหารบางท่านพูดได้ไม่เต็มปากถึงความสามารถของเรา จนทำให้หลายคนมองว่า เราเป็นเด็กเส้นก็รู้สึกไม่ดีและไม่ชอบให้ใครมาดูถูกเราแบบนี้ ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันสูงมาก จึงตัดสินใจเรียนต่อ หวังว่าวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทจะสามารถการันตีความสามารถแบบที่ไม่มีใครดูถูกเราได้มีน บอกอีกว่า ก่อนเข้ามาเรียนก็ตัดสินใจอยู่ว่า จะเรียนที่ไหน เพราะคณะนี้มีสอนแค่ 2มหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาไม่นานในการตัดสินใจ เลือกเรียนที่ ม.กรุงเทพ เพราะคุ้นเคยกับการเรียนที่นี่ บริบททุกอย่างลงตัว ทั้งหลักสูตรและเวลาเรียน   “ช่วงแรกๆ ต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างมาก เพราะเราจบหลักสูตรอินเตอร์มาก่อนแล้วต้องมาเรียนปริญญาโท ภาคภาษาไทย แต่โชคดีที่มีสังคมเพื่อนดี อาจารย์ผู้สอนน่ารักเป็นกันเอง และที่สำคัญเรียนที่นี่ไม่ได้สอนให้ท่องจำไปตามทฤษฎี แต่เรียนในรูปแบบที่ทำให้เกิดการหยั่งรู้ได้ด้วยตนเองจนเกิดเป็นการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตเรียนแบบทันสมัย เรียนสนุก ไม่เครียด” มีน บอกอีกว่า ถือว่าเป็น โอกาสดีจริงๆ เพราะเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และเคยผ่านงานด้านนี้มาก่อน มีประสบการณ์ ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ดี เรียนง่ายขึ้น ตอนนี้ใกล้จะเรียนจบแล้ว ตั้งใจจะเรียนให้จบด้วยเกรดเฉลี่ย 3.8     “ตั้งใจว่า หลังจากเรียนจบปริญญาโทจะกลับไปทำงานด้านการตลาดเน้นเจาะจงเฉพาะสายมากขึ้นทำอะไรที่เกี่ยวกับ planning strategy ค่อยศึกษากลยุทธ์องค์กรในการสร้างธุรกิจผสมผสานกับประสบการณ์ที่มีอยู่ ลุยงานประมาณ 2-3 ปี มั่นใจว่า ก่อน 30 ต้องมีบริษัทเป็นของตัวเองแน่นอน”    เช่นเดียวกับรุ่นพี่ร่วมหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต (การสื่อสารเชิงกลยุทธ์) อย่าง “ป๊อป” ปรีดี นุกุลสมปรารถณา เอ่ยว่า ด้วยหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ แค่ประสบการณ์การทำงานอย่างเดียวก็คงไม่พอ  จำต้องใช้การสื่อสารเป็นหลัก จึงต้องหาทักษะความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ “หลังจากเรียนจบปริญญาตรี นิเทศฯ ม.กรุงเทพ ผมก็ลุยทำงานมาตลอด 10 ปี ตั้งใจจะเรียนต่อ ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่พลาดโอกาสมาตลอด คราวนี้ตั้งใจจะเรียนต่อให้ได้ เพื่อเพิ่งองค์ความรู้ให้กับตัวเองเพราะตอนนี้ทำงานตำแหน่งผู้จัดการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ สถาบันยานยนต์ สังกัดหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ทำงานด้านการตลาด การสื่อสาร ยิ่งต้องรู้เรื่องใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา”   ด้วยความคุ้นเคยในฐานะศิษย์เก่า ป๊อบจึงตัดสินใจได้ง่าย ด้วยการเรียนต่อปริญญาโทที่ ม.กรุงเทพ “ เรารู้ว่า นิเทศฯ ที่นี่ดีและเด่น และตัวผมเองเป็นคนชอบอะไรไม่แน่นอนตายตัว มีอิสระทางความคิด ชอบสร้างสรรค์ ที่นี่น่าจะเหมาะกับตัวตนมากที่สุด และอีกเรื่องที่สำคัญ คือ อยากพิสูจน์ว่าเราจบจากที่นี่ เราสามารถประสบความสำเร็จในการทำงานได้เหมือนกัน อาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนจบจากมหาวิทยาลัยรัฐดังๆ สำหรับคนที่ชอบสายนิเทศศาสตร์อย่างผม ต้องทำงานอยู่กับอะไรที่เกี่ยวกับสื่อ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งหลักสูตร MCA การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ที่เรียนอยู่ เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเท่าทันทั้งด้านการทำธุรกิจ ซึ่งการเสริมความรู้อยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต้องทำ   “แม้ว่าเราจะสามารถหาข้อมูลต่างๆได้ใน อินเทอร์เน็ต แต่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น มันให้อะไร มากกว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เพียงใบผ่านทางเพื่อการประสบความสำเร็จในหน้าที่การทำงานเพียงอย่างเดียว แต่มันสร้างให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ และมีคุณค่าได้ นี่เป็นสิ่งที่ ม.กรุงเทพ สามารถให้กับเราได้ เพียงแค่เราตั้งใจและทุ่มเท”ป๊อป บอกอีกว่า การเรียนปริญญาโท สำหรับคนที่มีประสบการการทำงานมาแล้วจะสามารถควบคุมปัญหาทุกอย่างได้ดี เพราะจะรู้วิธีการแบ่งเวลางาน เวลาเรียน และวิธีการหาข้อมูล ซึ่งเจ้าตัวตั้งใจว่า ถ้าเรียนจบปริญญาโท ก็อยากเป็นอาจารย์พิเศษ  ให้ความรู้กับคนอื่นๆ และเป็นการทบทวนความรู้อยู่ตลอดและไม่ลืมทักษะวิชาที่เรียนมาด้วย   ถัดมาที่ “โอม” หะริน จงเจริญรัตน์ นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต (MBA) ผู้มีความฝันกับการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง และมั่นใจว่าหลักสูตร ปริญญาโท MBA จะช่วยตอบโจทย์ความฝันการทำธุรกิจที่ใฝ่ฝันไว้ให้เป็นจริง“จริงๆ โอมทำงานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี ตอนเรียนปริญญาตรีก็ทำงานไปด้วย เคยผ่านงานด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์ จนกระทั่งหยุดทำงานประจำและเลือกที่จะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง เพราะโอมเชื่อว่าการทำธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญของการตอบโจทย์ชีวิต ทำให้เราเป็นนายของตัวเอง เป็นเจ้าของธุรกิจอย่างที่เคยฝันไว้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท MBA”         โอม เผยความรู้สึกประทับใจในทุกครั้งที่ได้กลับมาที่ ม.กรุงเทพ “บรรยากาศการเรียนที่นี้เป็นกันเอง อาจจะเป็นเพราะผมผูกพันกับที่นี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี พอกลับมาเรียนอีกครั้ง รู้สึกว่า สบายๆ ไม่เครียดอย่างที่คิด ส่วนเรื่องเรียน ผมได้เรียนกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัย และอาจารย์พิเศษที่อยู่ในวงการด้านการตลาดจริงๆ ทำให้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจริง จับเม็ดเงินจริงๆ และเสียเงินจริงๆ ทำให้ชั่วโมงเรียนน่าสนุก”ถามว่า เรียนยากไหม สำหรับผมไม่ยาก เพราะเป็นวิชาที่น่าสนใจอยู่แล้ว เพราะเราอยากนำความรู้ที่ได้ไปใช้จริงในการทำงาน ชอบการตลาด แต่อาจจะไม่ชอบเรื่องตัวเลข สถิติ แต่ต้องก็เรียนรู้กันไป สำหรับอนาคตหลังจากเรียนจบ ผมตั้งใจว่าจะเก็บเงินเที่ยวรอบโลก สร้างแรงบันดาลใจและกลับมาทำงาน อยากมีรายได้ 7 หลักต่อเดือน ตอนนี้ทำงานในตำแหน่ง MD ของบริษัทตัวเอง ชื่อ The Your Agency เป็นบริษัทเกี่ยวกับการหานักแสดงหน้าใหม่อยากแนะนำให้น้องๆ รุ่นพี่ที่สนใจเรียนปริญญาโท อยากให้ตั้งใจ จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็ได้ เก็บความรู้ เก็บเงินสร้างตัว เอาประสบการณ์ที่เราได้จากการทำงานไปใช้ในชั้นเรียน และนำความรู้จากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ เรียนอย่างมีสติ ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คือ ชีวิตที่รู้ว่าเราชอบอะไร และนำมาแปรเป็นมูลค่าให้กับคนในสังคม”   ส่วน “ป๊อบ” นพรัตน์ มาศรัตน นักศึกษาป.โท หลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต (MBA)  ศิษย์เก่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ เผยว่า ชอบการเรียนการสอนของ ม.กรุงเทพ ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี จึงตัดสินเรียนต่อปริญญาโท MBA  เพราะไม่ได้สอนให้ท่องจำ ที่นี้สอนให้สามารถปฏิบัติได้เลย   สมัยนี้โลกมันพัฒนาไปไวมาก ความรู้เฉพาะหรือความรู้เพียงด้านเดียวมันไม่พอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม บวกกับการสนับสนุนจากครอบครัวที่ทำงานเกี่ยวกับสายบริหารและธนาคาร ให้เรียนต่อ ป.โท MBA เพราะจะสามารถไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้หลายทางสำหรับเรื่องการเรียน ป๊อบบอกว่า ด้วยพื้นฐานที่ไม่ได้เรียนด้านบริหารมาก่อน ทำให้ช่วงแรกกังวลกับวิชาคำนวณอยู่บ้าง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนวิชาการจัดการองค์กร ธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นวิชาที่สนุก แต่ก็ต้องติดตามข่าว อ่านหนังสือ และมีความรู้รอบตัวพอสมควร ไม่งั้นเราจะไม่รู้และเข้าใจด้านธุรกิจเลย โชคดีที่ช่วงแรกที่เริ่มเรียนไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะผมเรียนภาคปกติวันธรรมดา ก็จะมี เพื่อนๆที่เพิ่งจบหรือเพื่อนๆรุ่นเดียวกันมาเรียนเยอะ   ทั้งนี้ ป๊อบตั้งใจไว้ว่า หลังจากเรียนจบ ป.โท จะไปหาประสบการณ์ที่ต่างประเทศสักปีสองปี แล้วกลับมาทำงาน หรือไม่ก็เรียนต่อ ป.เอกด้วย “ผมอยากแนะนำคนที่จะมาเรียนต่อ ป.โท ว่า เราจะต่อโทไปเพื่ออะไร และเราอยากเรียนต่อโทในด้านไหน ศึกษาหาข้อมูลแต่ละคณะให้ดี ว่าเรียนแล้วได้อะไร ตรงกับที่เราอยากเรียนหรือเปล่า หรือ เราสามารถนำความรู้ตรงนี้ไปต่อยอด อะไรต่อได้บ้าง เพราะผมมั่นใจว่า คนที่กำลังจะต่อโท ก็คงมีวุฒิภาวะโตพอจะตัดสินใจได้แล้ว และขอให้ตั้งใจเรียนและสนุกกับการเรียน”   ปิดท้ายที่ “เฟิร์ส” -คริษฐ ฟูแสง นักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต (MBA)ทายาทเจ้าของปั้มน้ำมัน ที่ต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในเมืองกรุง และเพิ่มเติมองค์ความรู้ทักษะด้านบริหารเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจครอบครัวในอนาคต “ผมมองว่าการที่เราจะเป็นผู้บริหาร หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ จำเป็นจะต้องรู้ระบบการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารคน การบริหารต้นทุน การบริหารทรัพยากร หรือเรื่องอื่นๆ ก็ตาม ผมเลือกเรียนบริหาร เป็นคณะที่ตอบโจทย์มากที่สุด” ในฐานะศิษย์เก่า ม.กรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ เฟิร์สรู้สึกว่า ตนเองโชคดีที่เรียนจบแล้วมีงานให้เลือกทำตั้งแต่สถาบันการเงิน และบริษัท อสังหาริมทรัพย์ เลือกทำงานอยู่ 1 ปี จึงตัดสินใจออกจากงานมาเรียนต่อ เพราะคิดว่าการเรียนจบแค่ปริญญาตรีคงไม่เพียงพอ ปริญญาโทเท่านั้นที่จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น มีวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นแน่นอน “สำหรับเหตุผลเลือกเรียนที่ ม.กรุงเทพ มี 3 ปัจจัยหลัก เริ่มต้นที่หลักสูตร หลักสูตรที่ผมเรียนอยู่เป็นหลักสูตรใหม่ ซึ่งผมเป็นนักศึกษารุ่นแรกที่เรียนเป็นหลักสูตรนี้ ใช้ระยะเวลาเรียนแค่ 1 ปี แตกต่างจากหลักสูตรอื่นที่ต้องใช้เวลาเรียน 2 ปี

สูตรสำเร็จ 5 นักศึกษาทุน “โครงสร้างผู้ประกอบการวัยรุ่น” รุ่นแรก

บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นผู้ประกอบการวัยรุ่นหน้าใหม่ โลดแล่นอยู่ในโลกธุรกิจ Online ไม่ว่าจะเป็น ร้านเสื้อผ้า ร้านขนม หรือแม้แต่ร้าน Pre-Orderที่แทบจะไม่ต้องมีต้นทุนอะไรมากนักแน่นอนว่าการมีช่องทางทางธุรกิจอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องมีไอเดีย การคิดแบบสร้างสรรค์ (Creativity) และการคิดแบบเจ้าของ (Entrepreneurship Spirit) เหมือนที่ BUSEM (School of Entrepreneurship and Management: BUSEM) คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทยที่พัฒนาหลักสูตรสร้างสรรค์ร่วมกับ Babson College มหาวิทยาลัยด้านการเป็นเจ้าของธุรกิจอันดับหนึ่งของอเมริกา โดยมุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการ เน้นการลงมือทำจริงและมีผลลัพธ์ที่สามารถสานต่อเป็นธุรกิจได้ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ เช่นเดียวกับ 5 เมล็ดพันธุ์ชั้นดีของ BUSEM ในฐานะนักศึกษาทุน “โครงการสร้างผู้ประกอบการ วัยรุ่น”ที่ผ่านการคัดเลือกจากนักธุรกิจวัยรุ่นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองและมีแผนธุรกิจต่อเนื่อง รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี เรียนฟรีตลอดหลักสูตร ใน “คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ”หรือ (BUSEM) วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุย ทำความรู้จักกับนักศึกษาทั้ง 5 คนนี้ถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นที่กว่าจะก้าวมาเป็นนักธุรกิจวัยรุ่น ได้จนถึงวันนี้ พวกเขาและเธอมีสูตรความสำเร็จของตัวเอง ในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร   จากธุรกิจเล็กๆ กลายเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าปลดหนี้กว่า 1 ล้านให้ครอบครัว ภายในเวลา 4 ปี  “มิลค์” นางสาวรัญชิดา กมลฉัตรนิธิ ศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เจ้าของธุรกิจ เครื่องสำอาง Fairy Milk เล่าถึงธุรกิจที่เริ่มต้นสมัยเรียนอยู่มัธยมว่าง เริ่มขายของออนไลน์ตอนเรียนอยู่ ม.2 เพราะธุรกิจขายวัสดุรับเหมาของครอบครัวมีปัญหา การเงิน จึงเอาเสื้อผ้าที่เคยใช้แล้วมาขาย ผ่านออนไลน์ “ตอนแรกเริ่มต้นโพสต์ลงอินเตอร์เน็ตหาลูกค้าให้พ่อ ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่เคยใส่แล้วมาขาย หรือบางทีก็รับเสื้อผ้าจากประตูน้ำมาขายบ้าง เพราะเราชอบด้านนี้อยู่แล้ว ตอนสมัยเด็กๆ เคยช่วยคุณพ่อขายของหน้าร้าน  เริ่มขายกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน ขายตลาดนัด แต่ก็ยังขายไม่ดีจึงเปลี่ยนมาขายเครื่องสำอางด้วยเงินลงทุนแค่ 3,000 บาท พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดสินค้า สั่งสินค้าแบบพรีออเดอร์ คิดอยู่เสมอว่า เวลาที่เราขายของเหมือนเราขายให้คนที่เรารู้จัก คนที่เรารัก ดังนั้นเราต้องเลือกสิ่งที่ดีให้กับพวกเขา” บ่อยครั้งที่มิลล์ต้องซื้อครีมของเจ้าอื่น เพียงต้องการดูแบบผลิตภัณฑ์ คอยดูคู่แข่ง ต้องทำให้ดีกว่า ต้องแตกต่างจากคนอื่น เคล็ดลับความสำเร็จคือคุณภาพของสินค้าสำคัญที่สุด ซึ่งตอนนี้กลุ่มตัวแทนจำหน่ายสายตรงมีมากกว่า 300 ราย ยังไม่นับรายย่อยที่ต่อแชร์กันแทบทั่วภูมิภาค มีเงินหมุนเวียน 5-6 ล้าน ภายใต้แบรนด์ Fairy Milky และใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปี ก่อนจบ ม.6 ช่วยปลดหนี้สินทางบ้านกว่า 1 ล้านได้หมด มิลล์ บอกอีกว่าหลังจากได้ทุนและเริ่มเรียนที่ BUSEM ทำให้ทราบถึงวิธีการทำงบ การจดทะเบียนบริษัทที่ถูกต้อง อาจารย์คอยแนะนำให้เราเห็นเป้าหมาย เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง“อาจารย์ที่สอนเรา บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจ จะนำประสบการณ์ที่เคยเจอมาเล่าให้ฟังทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์และต่อยอดสินค้าให้แตกต่างจากเจ้าอื่น รวมไปถึงวิธีดึงดูดลูกค้าให้ได้มากขึ้น”   สอบติดแพทย์ ม.รัฐ แต่ไม่เรียนเลือกเรียนบริหารกิจการ ต่อยอดธุรกิจแบรนด์ตัวเอง “ฟุ” นายศักดิ์สิทธิ เอกวัฒนกิจ ศิษย์เก่าโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า หนุ่มคนเก่งที่มีรายชื่อติดคณะแพทย์ฯ มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง แต่ขอสละสิทธิ์ มุ่งตรงเรียนด้านบริหารกิจการ สานต่อธุรกิจสบู่ Lee Leaf  พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น “ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เด็ก ค้าขายมาตั้งแต่ ม.3 จนเริ่มต้นธุรกิจจากสินค้าที่วางขายอยู่ที่บ้าน เดิมที่คุณแม่ ท่านชอบขายของเล็กๆ น้อยๆ และที่บ้านก็ชอบนำของที่ขายมาทดลองใช้ จนกระทั่งสะดุดกับคุณสมบัติของสบู่เจ้าหนึ่งที่วางขายอยู่ จึงคิดต่อยอดสินค้า พัฒนาเป็นแบรนของตัวเอง เป็นที่มาของการสร้างแบรนด์สบู่ชื่อ Lee Leaf         ถามว่าทำไมติดแพทย์แล้วถึงไม่เรียน ?? “ จริงๆ ดีใจที่สอบติดแต่ผมเลือกที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจมากกว่า การทำธุรกิจอาจจะมีความเสี่ยง ขึ้นๆ ลงๆ แต่ถ้าเราชอบและอยากจะเป็นนักธุรกิจ มีความรู้ มีไอเดีย เราก็สามารถต่อยอดธุรกิจให้อยู่ตัวได้ไม่ยาก         “การเรียนที่นี่ ทำให้ธุรกิจที่เป็นน้ำ เริ่มเป็นวุ้น ได้รู้วิธีทำการตลาดแบบใหม่ๆที่คาดไม่ถึง  ได้มุมมองที่กว้างมากขึ้น มีอาจารย์คอยแนะนำ ปูทางธุรกิจให้เราสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของเราได้ สิ้นปีนี้ ผมเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นสบู่เหลว เจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการดูแลสุขภาพผิว และเตรียมโปรโมทแบรนด์ครั้งใหญ่ เพื่อเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้นด้วย”   ต่อยอดธุรกิจที่พ่อเคยทำ  เครื่องหมาย Arm – โลโก้เครื่องประดับ ตกแต่งเสื้อผ้าแฟชั่นสุดแนว ถัดมาที่ “ต้น” นายธนวัฒน์ ตรีมุข ศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์ดอมินิก ผู้ต่อยอดธุรกิจเครื่องหมาย Arm ทหาร-โลโก้ ที่หลายคนมองแค่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายข้าราชการ จุดประกายความฝันที่เริ่มต้นความคิดแบบเจ้าของมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ “ตอนเด็กๆ เคยขายการ์ดยูกิมาตั้งแต่สมัยมัธยม ชอบค้าขายมาตลอด รู้สึกอยากเป็นเจ้าของกิจการ อะไรสักอย่าง จนถึงช่วง ม.4 ครอบครัวเริ่มทำธุรกิจ เครื่องหมาย Arm ทหาร – โลโก้ ที่ใช้ประดับเสื้อผ้า คุณพ่อเริ่มให้มาดูแลธุรกิจ จึงค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผมมองเห็นว่าตลาดธุรกิจนี้เล็กมาก ยังไม่มีนักลงทุนเข้าไปจับจอง ทำการตลาดแต่ที่น่าสนใจคือความต้องการของตลาดกลับสูงมาก เราจะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะหน่วยงานไหนหรือแม้แต่มหาวิทยาลัยยังมีเครื่องหมาย โลโก้ ติดเสื้อเลย ผมเลยคิดว่า ถ้าเราผลักดันตัวเองขึ้นไป คุมตลาดตรงนี้ให้ได้ต้น บอกว่า มาเรียนที่นี่ไม่กี่เดือนก็ได้แนวทางการทำธุรกิจติดมือไปประยุกต์ใช้แล้ว โดยจะต่อยอดเปลี่ยนแปลงธุรกิจจากที่พ่อเคยทำ “อาจารย์สอนให้คนที่ไม่เคยมีธุรกิจ ให้สตาร์ทอัพธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกว่า ต้องทำอะไรก่อน ซึ่งผมมองว่าเปิดหน้าร้านผ่านออนไลน์ตรงประเด็นที่สุด ไม่ต้องรอจน เรียนจบก็ทำธุรกิจได้ ถ้าเราใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป อาร์มหรือโลโก้ก็จะเป็นเครื่องประดับตกแต่ง เสื้อผ้าแฟชั่นได้ดี”   ทายาทเจ้าของธุรกิจรถตู้ “Super VIP” ปลื้ม! สังคมมหา’ลัย ช่วยต่อยอดธุรกิจได้ “บีม” นางสาวณัฐวดี โกละกะ ศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ทายาทเจ้าของธุรกิจ รถตู้ Super VIP ที่พัฒนาต่อยอดธุรกิจครอบครัว ด้วยการสร้างแอพพลิเคชั่นเรียกรถตู้มารับที่บ้านได้ สร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้า “เดิมลูกค้าต้องไปต่อคิวรอขึ้นรถตู้ที่ท่ารถ จึงคิดแอพพลิเคชั่นที่สามารถเรียกรถตู้มารับที่หน้าบ้านเหมือนกับแท็กซี่ และให้คำนิยามรถตู้ประเภทนี้ว่า รถตู้ Super VIP โดยมีเจ๊เกียวเป็นไอดอล จริงๆ ช่วยคุณพ่อรับงาน รับลูกค้าที่มาจองรถตู้ ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พอโตขึ้นมาอีกนิด ประมาณ ม.6 คุณพ่อเริ่มไว้ใจให้เรทำบัญชี ส่งงานให้กลุ่มรถร่วมบริการบ้าง ยิ่งเป็นธุรกิจครอบครัว เรายิ่งทำได้ดี เก็บประสบการณ์ตรงนี้ไปต่อยอดธุรกิจที่ตนเองอยากทำ เพราะอยากมีธุรกิจที่ทำด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กับธุรกิจครอบครัว”   “หลังจากมาเรียนที่นี่ บีมพบว่ารอบตัวเรามีแต่ลูกนักธุรกิจ ลูกเจ้าของธุรกิจ บางคนก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง รอบตัวเรามีแต่คนที่มีความฝัน ความชอบที่เหมือนกัน เรื่องที่คุยกันเป็นสังคมที่มีแต่ธุรกิจ ทำให้เรามีแรงผลักดัน จุดประกายไอเดียต่างๆ มีความรู้สึกว่า อยากทำธุรกิจที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิม ได้คอนเน็คชั่นจากเพื่อนเพิ่ม แถมยังได้ความรู้เรื่องงานบริหารกิจการที่ยั่งยืน การทำบัญชี เอาความรู้ที่ได้ไปช่วยกิจการครอบครัว จนพ่อไว้ใจให้บริหารงานเพิ่มขึ้น   อดีตเด็กขายดินสอน ปากกา ยางลบ ปัจจุบันเจ้าของร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นที่ได้รับความนิยม ปิดท้าย สาวน้อยคนเก่งที่ขายเสื้อผ้าออนไลน์จนได้ดี อย่าง “ทราย” ญานิสา ช่วงกรุด ศิษย์เก่าโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต  “โดยส่วนตัวเป็นคนชอบแต่งตัว ขายสินค้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก จนถึงช่วงปิดเทอม ตอน ม.3 เริ่มขายเสื้อผ้าผ่านออนไลน์ สร้างแบรนด์ ทำการตลาดเอง สร้างจุดเด่นให้สินค้า จนทำรายได้ให้กับตัวเอง แบบที่ไม่ต้องขอเงินจากพ่อแม่ แถมยังช่วยเหลือทางบ้านได้อีกด้วย “ตอนเริ่มแรกไปหาซื้อผ้ามาขายก่อน อย่างละตัวสองตัว ซื้อมาขายต่อ เพิ่มกำไรนิดหน่อย จนกระทั่งมาเจอกับกางเกงขาสั้น มีคนสนใจเยอะมาก จากที่เคยรับมาขาย 5 ตัว 10 ตัว ก็กลายเป็น 100 ตัว จนเกือบหลักพัน เห็นว่า ขายได้จำนวนเยอะ ก็เริ่มกลับมาคิดว่า ถ้าเราผลิตเอง คิดแบบเอง ทรง สี เราก็จะได้สินค้าที่เราต้องการ จึงเริ่มทำธุรกิจจริงๆ จังขึ้นมา นึกถึงตอนเด็กที่เคยเอาพวกดินสอ ยางลบไปขายเพื่อนที่โรงเรียน ทำธุรกิจแล้วสนุก มีความสุข” หลังจากที่ได้เป็นหนึ่งใน 5 ที่ได้รับทุน “โครงการสร้างผู้ประกอบการวัยรุ่น” ทราย บอกว่า รู้สึกดีใจมาก เพราะจะได้มีโอกาสเรียนหลักสูตรที่สามารถนำมาต่อ ยอดธุรกิจของเราได้ เชื่อว่าเมื่อได้เข้ามาเรียนที่นี่แล้ว จะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างความแตกต่างให้สินค้า ที่จะทำให้สินค้าของเราได้รับความนิยมมากขึ้น”

เปิดคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับผู้พิการทางสายตา ฝีมือ “จุ้ย-จิระ” เด็ก BUSEM ม.กรุงเทพ

    ด้วยแรงบันดาลใจจากคนใกล้ตัวกลายเป็นผลงานคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับผู้พิการทางสายตา ผลงานชิ้นแรกของหนุ่มน้อยหน้าใส “จุ้ย” นายจิระ ชนะบริบูรณ์ชัย นักศึกษาชั้นปี 2 คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ ที่นอกจากจะสร้างสรรค์ผลงานแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองแล้ว ยังไม่ลืมที่จะแบ่งปันโอกาสดีๆให้กับผู้พิการ   “แรงบันดาลใจของผมมาจากคุณลุงกับคุณป้าที่เป็นผู้พิการทางสายตา ซึ่งเราก็อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็กๆเลย ทำให้เห็นปัญหาที่ผู้พิการไม่สามารถเลือกสีเสื้อผ้า ด้วยตนเองได้ ต้องให้คนตาดีช่วยหยิบให้ ดังนั้นแล้วจุ้ยจึงสร้างนวัตกรรมที่ใช้เทคนิคพิเศษที่ทำให้ผู้พิการสามารถสัมผัสอักษรเบลล์ที่บอกสีของวัตถุ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ หมวก และกระเป๋า ภายใต้แบรนด์ ONCE”     จุดเด่นของผลงานชิ้นนี้คือ แบรนด์ ONCE ที่สร้างความเข้าใจให้กับคนสังคมให้หันมาใส่ใจชีวิตของผู้พิการ พร้อมด้วยทฤษฏีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำแค่พอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป เมื่อมีมากแล้วเราก็แบ่งปัน จึงทำให้ ONCE เป็นแบรนด์ที่มีความสุขอย่างแท้จริง ด้วยการให้ที่เราได้มากกว่า เพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่ได้กลับมา”   จุ้ย บอกอีกว่า นอกจากแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แล้ว ยังได้รับสนับสนุนดีๆ จาก “โครงการไอเดียแลกล้าน” ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ตนได้ส่งผลงานเข้าร่วมชิงทุน  จนได้รับคัดเลือกพร้อมงบประมาณในการสร้างสรรค์ผลงานจำนวน 1 แสนบาท     “หลังจากได้งบประมาณมาจากมหาวิทยาลัยแล้ว จุ้ยได้รวบรวมแนวคิดในการทำผลงาน บวกกับความรู้ที่ได้จากคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจฯ ที่เรียนอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการระบบบริหารจัดการบัญชี การเงิน การบริหารสต๊อก ฯลฯ มาใช้ในการวางแผนธุรกิจในครั้งนี้ และโชคดีที่เรามีโอกาสได้เรียนในคณะที่ชอบและสามารถต่อยอดธุรกิจในฝันของเราได้ตั้งแต่เรียนปี 1”ท้ายนี้ จุ้ย แอบกระซิบว่า หลังจากที่ได้โชว์ผลงานตนเองในงาน Thailand friendly Design 2016 ณ อิมแพค เมืองทองฐานี ที่ผ่านมาโดยตั้งใจจะวางแพลนต่อยอดผลงานด้วยการเพิ่มลวดลายกราฟฟิกให้เสื้อผ้าดูเป็นแฟชั่นมากยิ่งขึ้น ไม่เน้นสวยงาม เรียบหรู แต่เน้นสร้างแนวคิดให้เข้าใจผู้พิการมากขึ้น”